choki さんのプロフィール»-(¯`v´¯)-» ×÷·.·´¯`·)» ...フォトブログリスト ツール ヘルプ

choki choki

»-(¯`v´¯)-» ×÷·.·´¯`·)» Seal's talking

全 26 枚中 1 枚目
11月2日

Samutsongkram 07-10-(27-28)


        การเดินทางครั้งนี้เกิดจากการรวมกลุ่มของเพื่อนๆ พ่อ ลุงๆ ของเราด้วย ซึ่งจะมีการสังสรรค์รวมญาติกันประมาณนั้น เราเป็นเด็กรักสนุก ไฉนเลยจะพลาดได้ อิอิ  วันเสาร์ที่ 27 ตอน 10 โมง พ่อก็เลยมารับที่กรุงเทพแล้วขับรถไปปลายโพงพาง อัมพวากัน พอไปถึงบ้านลุงก็ทิ้งพ่อไว้ที่บ้านนั่นแหละ ให้เค้าเตรียมนู้นเตรียมนี่ไป

>เดินสั่งใหญ่<

>เดินเล่นริมคลองที่เราจะไปดูหิ่งห้อยกันคืนนี้<

>หน้าบ้านพัก<

               กิจกรรมต่อไปก็คือการไปเที่ยวของเด็กๆ 555+ สถานที่แรกที่ไปเที่ยวในวันนี้คือ ค่ายบางกุ้ง (Unseen in thailand) หรือโบสถ์ในต้นไม้ หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้โปรดให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพพม่าใช้ในการเดินทัพ ต่อมาพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้คนจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรีและกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย ค่ายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนี่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง"

               ในปี พ.ศ.2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรี มาล้อมค่ายแห่งนี้  พระเจ้าตากสินมหาราชและพระมหามนตรี (บุญมา) ได้ร่วมรบขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย  นับเป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยทำกับพม่าหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี
               ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึงปี พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าตากสินมหาราช และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์

              ภายในบริเวณค่ายยังมีโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ชาวบ้านเรียกว่า โบสถ์หลวงพ่อดำ (หลวงพ่อนิลมณี)  มีลักษณะพิเศษ คือ โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วยด้วยต้นไม้ถึงสี่ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร ต้นกร่าง ที่ชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์ปรกโพธิ์

              ไหว้พระทำบุญ ซื้อกระเบื้อง ซื้อที่ดินกับเรียบร้อยแล้วก็ไปเที่ยวต่อตลาดน้ำอัมพวาค่ะ ที่นี่มะได้ถ่ายรูป เพราะมาบ่อยแล้ว จึงเลยไปอุทยาน ร.2 แทน เพราะมาทีไรผ่านไปทุกที

               อุทยาน ร.2 อยู่ติดกับวัดอัมพวันเจติยาราม เชื่อกันว่าเคยเป็นที่ตั้งนิวาสถานดั้งเดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่เข้าไปเดินๆ ดูก็คือมี อาคารทรงไทย สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี และศาลาอเนกประสงค์

>หมาอุทยาน<

>พระเทพฯ ทรงปลูกไว้ค่ะ ต้นมะพร้าวพวงร้อย<

               เดินเล่นชมธรรมชาติ ชมต้นไม้กันแล้วก็ไปหาของกิงกันค่ะ เลยไปดอนหอยหลอด อันเป็นสันดอนปากน้ำแม่กลอง ที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย มีทั้งดอนนอกที่อยู่บริเวณปากอ่าวแม่กลอง เดินทางไปได้โดยทางเรือ และดอนในที่อยู่ที่ชายหาด บริเวณสันดอนนี้มีหอยอาศัยอยู่หลายชนิด แต่มีหอยหลอดมากที่สุด

>ยืมรูปในเว็บมาจ้า<

              หอยหลอดเป็นหอยชนิด 2 ฝา ตัวสีขาวขุ่นมีเปลือกคล้ายหลอดกาแฟฝังตัวอยู่ในทราย
การจับหอยหลอดจะใช้ไม้เล็กๆ ขนาดก้านธูปจุ่มปูนขาว แล้วแทงลงไปในรูหอยหลอด หอยจะเมาปูนแล้วโผล่ขึ้นมาให้จับ

ดอนหอยหลอดนี้ในเวลาน้ำมากจะถูกน้ำท่วม (อย่างในช่วงที่มานี้อ่ะ น้ำขึ้นพอดี)
แต่ถ้ามาในช่วงน้ำน้อยจะสามารถลงไปเดินเที่ยวชมทัศนียภาพได้ 

บริเวณใกล้เคียงดอนหอยหลอด จะเป็นที่ตั้งศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์อันเป็นสถานที่แรกที่เราไปเคารพบูชาก่อนเดินเล่นในบริเวณนี้ค่ะ

              เที่ยวกันสนุกแล้วก็กลับไปทานข้าวที่บ้านลุงค่ะ เพื่อรอลงเรือไปดูหิ่งห้อยตอนกลางคืน ลุ้นๆ อย่าให้ฝนตก เพราะพี่คนเรือบอกว่า ถ้าฝนตกหิ่งห้อยจะน้อยอ่ะ มันไปหลบใต้ใบ

              ตอนดึกนี้ไม่มีรูปนะคะ เก็บแต่บรรยากาศ หนาวมากแล้วยุงก็เยอะด้วย  พายเรือไปตามลำน้ำมืดๆ ที่มีต้นลำพู ต้นจากสลับกันก็ได้เห็นหิ่งห้อยส่องแสงแล้ว อารมณ์แบบว่าระยิบระยับ สวยมากเลยอ่ะ คิดถึงแฟนมากๆ อยากมากับแฟนด้วย T_T  โรแมนติกน่าดู

             จริงๆ จะสามารถมองเห็นหิ่งห้อยตลอดทางเลย บางต้นน้อย บางต้นมากสลับกันไป บางต้นก็เป็นพันตัวเลยมั้ง มะรู้จะเว่อร์ไปป่าว หมดแล้วค่ะ การเดินทางครั้งนี้ เหงาเล็กน้อยเพราะคิดถึงแฟน ไม่รู้แฟนจะคิดถึงเรามั่งป่าว -*-

 

10月9日

Kanjanaburi 07-10-(06-07)

  วางแผนไปเที่ยวกันตั้งนานกว่าพ่อจะว่างงานได้  สมใจซะที อิอิ

ไปๆ พี่หมีพาตะลุย

ทริปครั้งนี้เริ่มออกเดินทางจากอยุธยาตอน ตี 4 ของวันที่ 6

ขับรถมาได้ประมาณ ชม.ครึ่ง ก็มาถึง อ.บ่อพลอย จ. กาญจนบุรี

ทะเลหมอกข้างทาง

และจากจุดนี้เดินทางไปสังขละบุรี อำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่าที่ห่างออกไปประมาณ 200 กว่ากิโล
หลายๆ คนบอกว่าเส้นทางลำบาก แต่จริงๆ แล้วก็มะค่อยลำบากนะ หรือว่ามะได้ขับก็ไม่รู้อ่ะ

ทางมันค่อนไปทางชันและคดเคี้ยวมากกว่า ยิ่งมาตอน ถนนลื่นอย่างนี้ นอนมะกลับกันเรยทีเดียว ง่วงก็ง่วง แต่ก็กลัวอยู่  ตอนขึ้นเขาบางจุดมีกลิ่นยาง เบรคไหม้ๆ ด้วยนะ ^^''

ระหว่างทางมีศาลเพียงตาเป็นระยะๆ มีร่องรอยของการแหกโค้งกันด้วย ถ้าไปเที่ยวก็อย่าประมาทกันนะจ๊ะ


ถนนสายนี้เป็นถนนตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งระหว่างทางจะมองเห็นวิวทะเลสาบด้วย  (ได้ใส่บาตรพระธุดงค์ที่เดินบิณฑบาตริมถนนด้วย)

ระหว่างทางเห็นป้ายจุดชมวิวป้อมปี่จุดชมพระอาทิตย์ตกตอนเย็น แต่ก็นะ ฝนตกถนนลื่นมาก มะกล้าขับรถลงไปเพราะเป็นดินโคลน เราก็เลยชมวิวอยู่บนรถ เรียกง่ายว่าขับรถวนนั่นเอง  -*-

เดินทางมาถึงสังขละบุรีตอน 9 โมงเช้า
ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกันอันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบีคลี่ และห้วยรันตี รวมเรียกว่า “สามประสบ” ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย


สังขละบุรีเป็นอำเภอที่มีชาวมอญตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และจุดเด่นของที่นี่ก็คือสะพานไม้
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง 850 เมตร ข้ามลำน้ำซองกาเลีย

หวีทวิววิ๊วว

สะพานไม้เก่ามากแล้วนะคะ เวลาเดินต้องระวังกันหน่อย แม้ว่าฝนจะไม่ตกก็ตาม  เพราะน้องชาวมอญที่เป็นไกด์เด็กที่นั่น ไปเหยียบไม้ผุแผ่นหนึ่งเข้า น่ากัวมั่กๆ กัวตะปูด้วย กัวร่วงลงไปด้วย

อาหารเช้าวันแรกนี้ตอนแรกตั้งใจจะทานข้าวที่สามประสบรีสอร์ท แต่ตอนเช้าที่นี่เค้ามีแค่ข้าวต้มเลยเปลี่ยนแผนไปทานต้มเลือดหมูในตลาดสังขละแทน

 

พออิ่มแล้วก็ไปเที่ยวเจดีย์พุทธคยา ซึ่งหลวงพ่ออุตมะจำลองมาจากประเทศอินเดีย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2521

เหมือนในหนังเรย

ในปี 2532 พระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จพระราชดำเนิน มาประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกหัวแม่มือขวา สององค์ขนาดเท่าเม็ดข้าวสารมีสีขาวอมเหลืองเป็นเงาบรรจุในผอบ 3 ชั้น ซึ่งหลวงพ่ออันเชิญมาจากประเทศศรีลังกาและฉัตรทองคำหนัก 40 บาท ขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์

วิวจากทางเดินรอบองค์เจดีย์


เจดีย์ที่นี่สวยงามมากบริเวณโดยรอบจะมีพระแบบมอญและไทยประจำวันเกิดตั้งอยู่รอบๆ องค์พระเจดีย์ด้วยค่ะ

เสร็จแล้วก็ไปวัดวังก์วิเวกการามค่ะ วัดใหม่ที่สร้างขึ้นมาแทนวัดที่จมน้ำไป

โบสถ์แบบมอญ

ที่นี่อยู่นานหน่อยเนื่องจากตั้งใจมาทำบุญวันเกิดด้วย

หลังจากทำบุญกันแล้วก็ไปทานข้าวบ่ายที่แพมิตรสัมพันธ์  นั่งชมวิวชิวๆ จนหลับด้วยนะ

บรรยากาศดีมั่กๆ

 

เดินทางต่อค่ะ เย้ๆ

 

พอตื่นดีแล้วก็ไปช๊อปปุริ่งที่ด่านเจดีย์สามองค์

เจดีย์สามองค์นี้ เดิมเรียกว่า หินสามกอง ต่อมาในปี 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างเป็นเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้

หมาพม่าให้การต้อนรับ


ปัจจุบันสามารถข้ามไปชมตลาดหรือชมภูมิประเทศในเขตประเทศพม่าได้ด้วย

ช๊อปปิ้งเสร็จแล้น มียาดมกับแป้งทานาคา

 

เที่ยวกันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้าที่พักกันดีกว่าค่ะ วันนี้นอนที่ที่พักการไฟฟ้า ในเขื่อนวชิราลงกรณ์

ซึ่งเป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ในอำเภอทองผาภูมิ

ขึ้นเขื่อนก่อนมืด

ทะเลสาบเหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กลางขุนเขาสลับซับซ้อนแห่งเทือกเขาตะนาวศรี

เซตขาตั้งกล้อง

เราทานข้าวเย็นกันที่สโมสรการไฟฟ้าค่ะ วันนี้นอนไวมาก นอน 5 ทุ่ม เพลียมาทั้งวันเรย

หนาวมากงับ นอนก่อง

 

ตื่นเช้ามาเก็บข้าวของออกเดินทาง

จะกลับแล้นคราวที่แล้วมานอนก็มะได้ถ่าย คราวนี้เอาซะหน่อย

 

ไปทานข้าวกันที่ตลาดทองผาภูมิ ต้มเลือดหมูอีกล่ะ อร่อยดีงิ๊ เช้าๆ มะอยากกิงอะไรมาก จากนั้นก็แวะรายทางไปเรื่อย ไปถ่ายรูปที่สถานีน้ำตก

แวะ ถ้ำกระแซ ชมทิวทัศน์ของทางรถไฟเลียบหน้าผาและลำน้ำแควน้อย การก่อสร้างทางรถไฟตรงนี้ต้องลำบากมากๆ แน่ๆ อ่ะ เพราะมันต้องลัดเลาะหน้าผาแล้วอีกด้านเป็นแม่น้ำ มะอยากจินตนาการเรย

ตรงตัวถ้ำส่วนนี้อยู่ติดกับทางรถไฟสายกาญจนบุรี - น้ำตก (ทางรถไฟสายมรณะสมัยสงครามโลกมหาเอเชียบูรพา) ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ คราวที่แล้วมาไม่มีพระสงฆ์ แต่คราวนี้โชคดีมั่ก เจอพระสงฆ์ด้วย เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญเรยล่ะ

 


ขับรถต่อมาเรื่อยๆเข้าเมืองกาญไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

คนเยอะมากไปตรงกลางสะพานคงถ่ายรูปมะสวย เอาตรงนี้ก็ได้ -*-

ปู๊นๆๆ รถไฟเล็กให้บริการ

 

เดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์สงคราม มี 4 ชั้นมั้งคะ แค่ตึกแรกนะ เดินไปเดินมา ซับซ้อนมาก แต่ของเก่าที่เจ้าของเค้าเก็บไว้เยอะมากๆ เหมือนกัน ค่าเข้าแค่คนละ 20 บาทเอง  อ้อ..ทางเดินวังเวงเล็กน้อยระวังหลงเน้อ

มันอารมณ์ประมาณน่ากลัวๆ อ่ะ

พี่แม่มมะยอมถ่ายติดวิวเรย

มาดูบรรพบุรุษ

หลงอยู่ในพิพิธภัณฑ์

รถไฟเก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลกแน่ะ

เที่ยวจนเหนื่อยแล้วก็แวะไปทานอาหารป่าต่อที่ร้านเจ๊รูญ ได้กิงเนื้อกวาง อร่อยมั่กๆ จำได้ว่าเคยไปนอนในป่าก็ได้กิงพวกกวาง เก้ง แย้ นึกแล้วอยากไปนอนในป่าอีกจัง ลุยดี แต่ตอนนี้พ่อกับแม่คงมะไหวแล้นมั้ง เลยต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปนอนที่สบายๆ แบบในเขื่อนแทน

หมดแล้วค่ะ เดินทางกลับกรุงเทพดีกว่า ไว้เจอกันโอกาสหน้าเน้อ

 

8月5日

07-07-(28-30) อาสาฬหบูชา+เข้าพรรษา

ได้กลับบ้านยาวๆ ซักที พาเที่ยวบ้านกันดีก่า ไปล่องเรือที่อยุธยากันนะงับวันนี้ 
 
 

ลงเรือ ณ ร้านอาหารลูกศิษย์พ่อตอน 5 โมงครึ่งได้ ฟ้ามะค่อยใสเท่าไหร่ แต่ได้อารมณ์เหงาๆ ดี ชอบๆ

 

ท้องฟ้าเหงาๆ  เข้ากันดีกะต้นไม้

 

หน้าวัดพุทธไธศวรรย์

 

ต้นมะกอกน้ำ ปลูกริมน้ำช่วยกันมะให้ดินริมตลิ่งทลาย

 

โบสถ์นักบุญยอแซฟ โรงเรียนเก่าน้อง อิอิ

 

วัดไชยวัฒนาราม งามแท้ๆ ^^

 

พระตำหนักศิริยาลัย ตรงข้ามกับวัดไชยวัฒนารามจ้า

 

โค้งน้ำ กับ ฟ้าใสๆ

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

เจดีย์พระศรีสุริโยทัย  พอล่องเรือมาถึงจุดนี้เราก็หมุนเรือกลับตามทางเก่า

แวะมาให้อาหารปลากันที่บริเวณหน้า วัดพนัญเชิงวรวิหาร

 

********************

 

เริ่มเช้าวันใหม่ตอน 6.00 น. วันนี้จะไปถวายผ้าป่า ถวายเทียนกันที่วัดไผ่ล้อม จ. อ่างทอง

วัดเก่าแก่มากๆ

 

 เสร็จจากทำบุญแล้วก็ไปช่วยกันปลูกต้นไม้แถวๆ นั้นงับ  แต่ดู เ่อ่อ...เหมือน...ว่า พ่อ จะยืนคุมอย่างเดียวนะเนี่ย  -*-

แอบถ่าย ..>> ไมมะมีใครแอบถ่ายตรูมั่งวะ  -*-

*******

เช้าวันที่ 30 งับ ไปทำบุญกันที่ วัดศาลาปูนจ้า เสร็จแล้วก็ไปต่อที่วัดบรมวงศ์อีก แต่มะมีรูปเน้อ ถ่ายกันเล่นๆ ในครอบครัว อิอิ

 

กลับมาจากทำบุญแล้วก็มาเล่นลูกๆ ที่บ้าน ก่องกลับมากรุงเทพงับ

 

 

7月17日

Phuket 13-15 July 07

   ทริปนี้เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพวันศุกร์ที่ 13 ตอนเกือบๆ บ่าย ถึงภูเก็ตตอนเกือบบ่าย 2 เที่ยวบิน DD7506 เวลาบิน 1 ชม. 10 นาที

 เก็บของเข้าที่พักแล้ว ก็มาเดินเล่นกันที่ Patong Beach

    

 ไปต่อที่ภูเก็ตแฟนตาซี

 

หนุมานถือป้ายตอนรับ

ฟ้าสวยมากๆ เลยอ่ะ

พักทานข้าวก่อนไปชมการแสดงของที่นี่

 

เช้าวันที่ 14 ออกเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้าเลย เพื่อจะนั่งเรือไปดูปลากันที่เกาะ พีพี

ขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าเรือ

เสร็จล่ะมาดูใต้น้ำกันมั่ง ปลาเยอะมั่กๆ

 

ลงไปชั่วโมงกว่าๆ มะไหวแล้วว่ายน้ำเหนื่อยๆ

ตรงที่จอดเรือแวะทานข้าว ปลาเยอะมากๆ เลย สงสัยจะมาหลบร้อน ^^'

สวยมากๆ

บนเกาะ พีพี จะเห็นแบบนี้ได้ทั่วเลย แต่ลืมถามว่าปลาอะไร??

กลับมาเปลี่ยนชุดเตรียมไปตะลุยราตรี แถวป่าตองและในเมืองกันบ้าง

เช้าวันที่ 15 ไปชมทัศนียภาพตามจุดต่างๆ

แหลมพรมเทพอยู่ด้านหลังนู้นๆ

กังหันลม

 

มาถึงแล้น แหลมพรมเทพ

ไปต่อที่วัดฉลอง เที่ยวในเมืองอีกนิดหน่อย แล้วก็ซื้อของฝากงับ

 

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่สนามบิน

ชอบสนามบินที่นี่มากๆ เพราะติดทะเล สวยเลย 

มาถึงดอนเมืองแล้วจ้า แปลกจัง ที่กรุงเทพฝนตกทุกวัน อยู่ภูเก็ตทั้ง 3 วันฝนมะตกเลย

การไปเที่ยวครั้งนี้สนุกมากๆ มีกิจกรรมให้ทำตลอด ประทับใจจริงๆ

6月12日

สยามโอเชียนเวิลด์

      

ไปๆ วันนี้เราจะไปเที่ยว สยามโอเชียนเวิลด์กัน

ค่าบัตรคนละ 450 บาทนะ แต่เราซื้อได้ถูกก่านั้น โหๆ

 

ปลาไหลสวน (โผล่ขึ้นโผล่ลง)

ปลาจะโผล่จากพื้นทราย 2 ใน 3 ของความยาวลำตัว เพื่อหากินแพลงก์ตอน

 

ม้าน้ำๆ

 

 

แมลงสาบทะเล  กัวๆ

 

ปูแมงมุมยักษ์ ตัวใหญ่มั่กๆ

 

 

หอยงวงช้าง

 

 

ปลาไหลอ่ะ ไหววนไป วนมา เหมือนงูเลย กัวๆ

 

อันนี้นั่งเรือไปดูปลาในแท๊งค์ยักษ์ได้เลย คนละ 150 บาท

 

ลอยไปลอยมาอยู่ในนี้อ่ะ

 

ปลาไรมะรู้ น่ากัว

 

 

 

จ๋วยๆ

 

คนไหล กะ ปลาไหล

 

 

ปลามีขาด้วย

 

ปลาฉลาม หลามๆ

 

ไข่ปลาฉลาม

 

 

ป่าตรงนี้สวยๆ

 

จากตรงนี้ปลาตัวใหญ่มั่กๆ ลงไปยิ่งใหญ่ก่า

 

 

มีไดโนเสาร์ด้วย

 

 

 

 

 

น่ารัก น่าแย่งกิงแครอท

 

ตัวนาค นอนเล่นน้ำ

 

 

รถสวยจัง มา มาดูใกล้ๆ

 

โอ๊ว เจ๋งๆ

 

แพนกวิน น่าร๊าก

 

 

 

ถึงอุโมงค์แล้นน

 

ฉลาม !!! บุก

 

โลกใต้น้ำ สวยจัง

 

 

แมงกะพรุนวงเดือน

 

 

เปลี่ยนสีไปตามแสงไฟ

 

 

กิงไรดีหว่า ??

 

นางหอย  ^^'

 

 

ไปดูหนัง 4 มิติต่อค่ะ หนุกดี แต่กัว เหอๆ

ทำดีมากเลย คุ้มกับ 250 บาท

 

จบด้วยมือค่ำ เป็นร้านอาหารแถวสยาม

จบล่ะ

กินอิ่มนอนหลับจ้า

 

 

 

6月8日

Hua Hin

         เที่ยวหัวหิน

  ออกเดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพตอน 9.20 น. ของวันที่ 4 

                   (รถออกตรงเวลาด้วยนะจะบอกให้ เกือบมะทันแน่ะ T^T  ค่ารถคนละ 44 บาท)

 ตามตารางเวลาแล้วเราจะถึงหัวหิน ตอน 13.00 น.

 

แต่เราถึงตอน  13.45 น.     ^^' 

 

ถึงแล้วอ่ะ ที่พักของเรา ฟูเล  ห้องแอร์คืนละ 850 บาท 

เดินมาจากสถานีรถไฟ 10 นาทีเอง

 

หน้าห้องพัก

 

เก็บของแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน คิคิ

 

 

 

นั่งพักก่อน เหนื่อยๆ

 

 

รอเวลาให้มืดกว่านี้ค่ะ แล้วเราจะไปตะลุยหาไรกินกันที่ตลาดโต้รุ่ง

 

หิวแล้วจะกิงกันได้ยัง   TT

 

ลืมๆ นึกขึ้นได้ ไปหัวหินก็ต้องมีหินจิเนอะ

 

ภายในห้องพัก

วันนี้อาหารมื้อแรกที่เรามาถึงที่นี่ก็คือ ผัดไท หอยทอด อร่อยมั่กๆ จานละ 25 บาทเอง 

ต่อด้วยน้ำส้มปั่น ราคามาตรฐาน 15 บาท

แล้วก็ผลไม้เป็นสัปปะรด มะม่วงกะปิ 2 อย่าง 20 เอง ต่อด้วย นิไอศกรีม ที่ทางร้านทำเอง รสชาตจึงเข้มข้นมาก อร่อยกว่าสเวนเซ่นส์ด้วยนะ 20 บาทเอง ถูกมากๆ

เดินเที่ยวไปมาหิวอีกล่ะ ซัดกระเพาะปลาเห็ดหอม (ใส่เนื้อปูเยอะโค่ดแม่ม)ราคา 30 บาท ล่ะก็ซื้อปูมานั่งแกะกิงที่ห้องอีก 250 บาท อันหลังนี่จัดว่าแพงนะคะ  (มะควรซื้อค่ะ @_@)

 

เริ่มเช้าวันใหม่ของวันที่ 5

       เนื่องจากเมื่อคืนนอนห้องแอร์ มะไหวเลย มะเวิร์ค  ได้ยินเสียงคลื่นทั้งคืนก็จริง แต่มะธรรมชาติเลย  เราเลยตัดสินใจย้ายไปนอนห้องพัดลมที่อื่น

(เนื่องจากที่ฟูเลเงียบมั่กๆ นอนอย่างเงียบเหงาสุดๆ เหมือนมีแค่เรา 2 คน)

เดินเลาะ ถ.นเรศดำริไปนิดเดียว ก็มาเจอบ้านพักเบิร์ด สวยดี สะอาด แล้วก็ธรรมชาติ รู้สึกเหมือนได้อยู่บ้าน ค่าห้องคืนละ 400 เอง ถูกโค่ด นอนนี่ 2 คืนเลยล่ะกัน

 

ห้องพักสะอาด มีฝรั่งอยู่เยอะด้วย มะเหงา ^_^

 

เก็บของเรียบร้อยแล้วก็ไปแร่ดกัน

วันนี้อยากกิงเบอร์เกอร์ ไปเจอร้านเบอร์เกอร์คิงพอดี

มะได้กิงนานแล้ว เลยสั่ง ชีสเบอร์เกอร์ คนละชุด หมดไป 258 บาท

 

กิงอิ่มแล้วก็นั่งรถ 2 แถวขึ้นไปเขาตะเกียบ ไปไหว้พระดูวิวกัน

ค่ารถคนละ 30 บาทเอง นั่งไปกัน 2 คน  ถูกจังเว๊ย

 

ลื่นๆ เหวอเลย อิอิ

 

ได้ดอกไม้แล้นน เดินขึ้นกัน ทางชันจัง

 

 

มาได้ครึ่งทาง หมดแรงแล้น

 

 

 

ถ่ายรูปเสร็จแล้วไปต่อๆๆ

 

ถึงแล้นงับ ยอดวัดเขาตะเกียบ

 

ถึงแล้นดีจายยย  ^^

 

วิวข้างบน จ๋วยๆ

 

หาดหัวหิน

 

บนวัดมีตะโพนยักษ์ด้วย

 

มีหมาภูเขาคอยเฝ้าด้วยนะ

 

ลงจากเขาแล้วเราก็มานั่งพักที่  หัวหิน มาร์เก็ต วิลเลจ

 

รีบกลับมาห้องด้วย  เพราะซื้อปูกับกุ้งมาจากชาวบ้าน หมดนี่ 250 เอง ถูกโค่ด

 

ปู 150 บาท

 

ล้นจานเลย 

ทั้งหมดนี่ซื้อมาจากเขาตะเกียบ สดมากๆ เพราะเอาลงมาจากเรือก็เอามานึ่งเป็นๆ เลย

รสชาติของมันเลย หอม นุ่ม เนื้อหวาน มีรสทะเลๆ ด้วย สดจิงๆ มะเหมือนที่ซื้อจากตลาดเมื่อวาน ซักกะนิด

นั่งกิงกันตั้งแต่บ่าย 4 โมง จนถึง 3 ทุ่มยังไม่หมดเลย เหอๆ

หมดวันที่ 5 ไปอีก 1 คืน

 

 

 

เริ่มเช้าวันที่ 6 กัน ด้วยเวลาตื่น 5.40 น.

ท้องฟ้ากำลังสวยเลย วันนี้ได้นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น อากาศดีจัง

 

 

 

 

ขึ้นแล้น เย้ๆ

 

 

พอขึ้นไปสักพักก็มีเมฆมาบังอีก  -*-

 

 

 

แหะๆ หน้าตาแบบว่าเพิ่งตื่น ยังมะได้ล้างเลย 

 

อาหารเช้า หมูสะเต๊ะ + มีน้ำเต้าหู้ด้วย อร่อยแล้วก็ลูกเดือยหอมมากๆ

........

พักผ่อนนิดหน่อยก็ไปซิ่งต่อ กิงกาแฟที่ร้าน coffe world 2 แก้ว 200 บาท

 

รอแฟนเจาะหลอดให้

 

แล้วเจาะของตัวเองทีหลัง คริคริ แฟนฉั๊น น่าร๊าก

พอกิงกาแฟเสร็จแล้วก็ไปนั่งแถวๆ หน้าหาดโรงแรมเซ็นทรัล โซฟิเทล

 

สั่งข้าวผัดกุ้ง ให้กุ้งเยอะมากๆ  เกือบ 20 ตัว   180 บาท ถูกโค่ด

แล้วก็อร่อยโค่ด

 

โอ๊ย ต้มยำกุ้ง หอย หร่อยๆ

 

บรรยากาศ

 

หมาไซบีเรียน น่ารัก

 

หมานอน เห็นแล้วง่วงเลย

 

ง่วงแล้น จะกลับแล้น

 

เฮียเลยชวนลงน้ำ

ไปเล่นน้ำก่อนนะคับบบบ

เล่นน้ำไป ฟังเพลง JAZZ ไป โอ๊ววว มีความสุข

^-^

 

 

 

หมดไปอีก 1 คืน

........

 

เช้าวันที่ 7 วันนี้กลับแล้วนะ

 

มาถึงสถานีหัวหินแล้น

 

รถไฟออกตอน 14.10

 

ช่วยด้วย มะอยากกลับเลย

 

ถ่ายคู่กับรถไฟหน่อย มะได้นั่งมานานมากๆ ตั้งแต่ ม. 3

 

บรรยากาศดีจัง ฝนตก นอนหลับ สบาย

 

จบด้วยรุ้งกิงน้ำ ที่ราชบุรี แต่ฟ้ามัวไปหน่อย

มาถึงกรุงเทพที่เวลา 18.45 น.

late จากกำหนดการไป 10 นาที ใช้ได้ๆ

 

การเดินทางครั้งนี้ประทับใจมากๆ เพราะเหมาะแก่การไปพักผ่อนจริงๆ

ใครที่จะเดินทางไปแนะนำว่า นอนเกสเฮ้าส์หรือบังกาโลดีกว่า

เพราะคุณจะได้นอนฟังเสียงคลื่นด้วยนะ เวิร์คสุดๆ

 

 

 

2月11日

My Valentine

 
12月19日

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ



1. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)

อานิสงส์---เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า

เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลสปล่อยวางได้ง่าย

จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ



2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆ อย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน

อานิสงส์---เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง 

แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว

แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา, พระคาถาชินบัญชร,

พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น

เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง


3. ถวายยารักษาโรคให้วัด, ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์

อานิสงส์---ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว

โรคที่ไม่หายจะทุเลา

สุขภาพกายจิตแข็งแรง

อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า


4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า

อานิสงส์---ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า

ไม่ขาดแคลนอาหาร

ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน




5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน

อานิสงส์---เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง

ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น 




6. สร้างพระถวายวัด

อานิสงส์---ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง


7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป

อานิสงส์---ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่

ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร

สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป 



8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย

อานิสงส์---ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ

ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา



9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ

อานิสงส์---ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต

ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น

หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด



10. ให้ทุนการศึกษา, บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ, อาสาสอนหนังสือ

อานิสงส์---ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา

ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้

สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม



11. ให้เงินขอทาน, ให้เงินคนที่เดือดร้อน (ไม่ใช่การให้ยืม)

อานิสงส์---ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า

จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน



12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8

อานิสงส์---ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์

 

--โชคดีๆ ร่ำรวยบุญกุศุลทุกคนนะคะ--

12月16日

"ทฤษฎีความรัก The theory of love"

        

You know, love is just like someone waiting for a bus.

คุณรู้ไหม ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์

 

when the bus comes, you look at it and you said to yourself.

เมื่อรถเมล์มา คุณมองไปที่มัน และบ่นกับตัวเองว่า

 

"eee....so full....cannot sit down one".

"อี๋... คนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งด้วย"

 

so you said to yourself, "i'll wait for the next one".

และคุณก็พูดกับตัวเองว่า "ฉันรอคันต่อไปดีกว่า"

 

"so you let the bus go and waited for the second bus.

และคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านคุณไปแล้วรอรถเมล์คันที่ 2

 

then the second bus came, you looked at it and you said,

เมื่อรถคันที่ 2นั้นมา คุณมองไปที่รถเมล์นั่นแล้วบ่นว่า

 

"eee...this bus so old..surely very uncomfortable one."

"อี๋... รถเก๊าเก่า มันต้องนั่งไม่สบายแน่เลย"

 

so you let the bus go and again, decided to wait for the next bus.

แล้วคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านไปอีกครั้ง และตัดสินใจที่จะรอรถเมล์คันต่อไป

 

after a while another bus came,

และแล้วรถเมล์อีกคันก็มาถึง

 

it's not crowded, not old but you said,

คราวนี้มัน คนไม่เยอะ และรถก็ไม่เก่าแต่คุณก็ยังบ่นอีกว่า

 

"eee..no air-con one..and the weather is so warm,better wait for the next one"

"อี๋... แอร์ก็ไม่มี ตอนนี้อากาศร้อนจะตาย รอรถคันใหม่ดีกว่า"

 

so again you let the bus go and decided to wait for the next bus.

อีกครั้งหนึ่งที่คุณปล่อยให้รถเมล์ผ่านคุณไป และตัดสินใจที่จะรอรถอีกคัน

 

then the sky started to get dark as it is getting late.

ท้องฟ้าชักเริ่มครึ้มๆ และก็มันก็เริ่มสายแล้ว

 

 

you panicked and jump on to the next on coming bus.

คุณชักเริ่มกระวนกระวายในการรอรถเมล์

 

it is not until much later that you found out

จนแล้วจนรอดรถเมล์ก็ยังไม่สักที

 

that you had boarded on to the wrong bus!

นั่นแหล่ะคุณจึงเริ่มรู้แล้วว่าคิดผิดที่ไม่ขึ้นรถคันก่อนหน้านี้

 

so you wasted your time and money waiting for what you want!

คล้ายๆกับคุณยอมที่จะเสียเงินและเวลา เพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

 

even if an airson bus came, can you ensure that the aircon bus

ถ้าหากว่าคุณคิดว่ารภเมล์ธรรมดาที่ผ่านมาเป็นรถแอร์ไม่ได้เหรอไง

  

won't break down or whether will the aircon be too cold for you?

แอร์อาจจะเสีย หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นแอร์ที่เย็นพอสำหรับคุณ

 

so people wanting to get what you want is not wrong.

การที่คนมากมาย ต้องการที่จะได้อย่างที่เราต้องการมันไม่ผิดหรอก

 

but it wouldn't hurt to give other people a chance right?

แต่คุณจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ ที่คุณหยิบยื่นโอกาศที่ตัวเองควรจะได้ให้คนอื่นไป

  

if you found that the "bus" doesn't suit you,

ถ้าหากว่าคุณเจอรถเมล์คันนั้น คันที่อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ

 

just press the redbutton and get off the bus.

ก็เพียงแค่ กดปุ่มเรียกรถเมล์(โบกรถ) แล้วขึ้นรถเมล์ เท่านั้นก็จบ

 

but wait...i'm sure you have this experience before.

แต่เดี๋ยวก่อน ผมแน่ใจเลย ว่าคุณต้องเคยเจออย่างนี้มาก่อน

 

you saw a bus coming (the bus you want of course)

คุณเห็นรถเมล์กำลังวิ่งมา (แน่นอนว่ามันเป็นรถเมล์คันที่คุณต้องการ)

 

you flagged it but the driver act blur

คุณโบกมือเรียกให้รถหยุด แต่คนขับดันเบลอ

 

by pretending not seeing you and zoomed pass you!

ไม่เห็นว่าคุณโบกมือ แล้วรถคันนั้น .... รถคันนั้นที่คุณรอมาตั้งนานก็ผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตา

 

well, and when the bus zoomed pass, what you may have to do is WALK!!!!

ดีแล้ว เมื่อรถเมล์ที่คุณต้องการผ่านไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคราวนี้คือการเดิน

 

the bottom line is being loved is like waiting for a bus whether you want.

มันก็คล้ายกับชีวิตรักของเราๆ เหมือนกับที่เรารอรถที่เราต้องการ

 

to get on the bus and give the bus a chance depends totally on you.

เพียงแค่ขึ้นไปบนรถ ให้โอกาศรถนั้นได้โอบอุ้มความรักคุณไว้

 

and walking is like being out of love.

และการที่คุณเดินนั้นแหล่ะที่คุณปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป

 

you never lose by loving.

คุณจะไม่มีวันเสียอะไรถ้าคุณคิดจะรัก

 

you always lose by holding back.

แต่ถ้าคุณไม่ดึงรักที่ผ่านเข้ามาไว้ คุณก็จะเสียโอกาสที่คุณควรจะมี.

 

         อย่า!.. อย่าปล่อยให้คนที่เข้ามา "หลงชอบคุณ" แต่เขาเป็นคนที่คุณไม่สนใจ ไม่ใช่คนที่คุณต้องการ อาจจะไม่สวย ไม่หล่อไม่ใช่สเป็กคุณ แล้วปล่อยให้เขาผ่านไป หรือจากคุณไป..เมื่อเขาออกไปจากชีวิตคุณ คุณอาจจะเพิ่งเริ่มรู้สึกก็ได้ว่า.. เขามีความสำคัญต่อคุณแค่ไหน และในตอนนั้นคุณอาจจะไม่มีโอกาส ที่จะดึงเขากลับมาอีกแล้ว.....

 

12月15日

นิสัยแย่ๆ ของแฟนสาว... เมื่อถึงคราวความรักเริ่มแนบแน่น

 
        เพราะความคุ้นเคยใกล้ชิดที่เกิดขึ้นจากความรักของคุณทำให้คุณเผยนิสัยอันดั้งเดิมแท้จริงออกมาโดยที่คุณไม่รู้ตัว เมื่อช่วงเวลาอันสุดพิเศษตอนรักแรกพบนั้นมันค่อยจางหายไป  จากคนพิเศษกลายเป็นคนคุ้นเคยที่คุณเริ่มนำชีวิตส่วนตัวมาใช้กับชีวิตคู่ บางคนถึงขนาด เรอ ตด เกาพุง เมาจนอ๊วก ให้คนรักดูเป็นเรื่องเฉยๆ โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันกัดกร่อนความโรแมนติคของชีวิตคู่ให้ลดน้อย ถอยลงเรื่อยๆ
      
       มาดูกันว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ตกลงปลงใจอยู่กับแฟนหนุ่มจนสนิทสนมคุ้นเคยแล้ว มักเผยนิสัยอย่างไรต่อเขาในตอนหลังบ้าง
      
       พร่ำบ่นไม่ยอมหยุด (รู้สึกว่าเราจะเป็นนะ)
      
       แม้เขาจะรับได้ในนิสัยช่างพูดของคุณ แต่หากมีปัญหาอะไรที่ขัดใจคุณแต่ละครั้งแล้วคุณก็แก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการพร่ำบ่นซ้ำซาก เขามีทางเลือกสองทางคือ หนึ่ง...เดินเลี่ยงคุณไปเพื่อไม่ต้องการฟังประโยคแล้วประโยคเล่าที่เขาต้องทำเพื่อตามใจคุณ หรือ สอง....ทำเป็นยอมรับผิดและขอโทษทุกครั้งเพื่อเอาใจคุณให้หยุดบ่นหรือโมโห ดังนั้นคุณสาวๆคนไหนไม่อยากให้แฟนหนุ่มต้องเก็บกดทำใจ ก็เลิกพฤติกรรมจ้อไม่หยุดซะบ้างนะจ๊ะ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้บ่นน้อยลง ลองตั้งใจปรับปรุงตัวเองโดยให้เวลาตัวเอง 1 อาทิตย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกตัวและหุบปากในขณะที่บ่นอยู่แล้วล่ะก็ นั่นเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับปรุงตัวครั้งนี้ แล้วในที่สุดคุณจะรู้ว่าชีวิตรักที่สงบเป็นอย่างไร
      
       ตรงเกินไปก็ไม่ดีนะ
      
       คำว่ามารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนมีอยู่ในหัวคุณบ้างไหม ถึงแม้ว่าร้อยทั้งร้อยผู้ชายไม่ชอบให้แฟนสาวโกหก แต่หากให้พูดหรือทำอะไรด้วยความจริงใจทั้งหมดคงไม่ค่อยเข้าท่า แทนที่จะพูดประโยคที่ว่า "ที่รัก..เสื้อที่คุณซื้อให้ฉันมันทุเรศเกินไป ไม่เหมาะกับฉันเลยสักนิด" ลองหยอดคำหวานซักหน่อย เช่นประโยคที่ว่า "ฉันชอบเสื้อที่คุณซื้อให้จังแต่เอาไว้มีโอกาสที่เหมาะกับมันแล้วฉันค่อยใส่ก็แล้วกันนะ" หรือจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างความรู้สึกของพ่อแม่คุณที่มีต่อแฟนหนุ่มสุดที่เลิฟของคุณนั้นไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ การโกหกเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ตาม หากเขาถามถึงความรู้สึกของพ่อแม่คุณก็แค่บอกไปว่า "พวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร" เพราะส่วนใหญ่ผู้ชายก็มักทำแบบนี้กับสาวๆ อย่างเราเช่นเดียวกัน
      
       เลิกปล่อยเนื้อปล่อยตัว (เราเป็บแบบครึ่ง 55)
      
       มีผู้รู้เรื่องชีวิตคู่ท่านหนึ่งแนะนำว่า "คุณผู้หญิงทั้งหลาย กรุณาอย่าใส่เสื้อยืดตัวโคร่งตั้งแต่มัธยม กับกางเกงขาสั้นตัวโตเป็นชุดนอนเป็นอันขาด เพราะมันสุดแสนจะทุเรศในสายตาผู้ชาย" เพราะเวลาที่ผู้หญิงดูเซ็กซี่ในสายตาผู้ชายคือเวลาอยู่ในชุดนอนอันแสนน่ารักหรือวาบหวิว ดังนั้นหากคุณสาวๆ คิดจะปรับโฉมหรือเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเองก็ตัดใจทิ้งกางเกงขาก๊วยตัวซีดๆ ไปซะ ลองนึกถึงช่วงแรกๆ ที่คุณกำลังตกหลุมรักเขาใหม่ๆ ดู แล้วคุณจะรู้ว่า เวลาเดินผ่านบู๊ทชุดชั้นในหรือชุดนอนนั้น คุณฝันอยากให้เขาเป็นคนแรกที่เห็นคุณใส่ชุดเหล่านี้ขนาดไหน หรือแม้แต่ตอนที่นัดเดทกับเขาช่วงแรกๆ เวลาก่อนออกจากบ้านนั้น คุณใช้เวลานานแค่ไหนในการแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรักสวยรักงามของคุณเริ่มจางหายไป แต่ภาพสาวแสนสวยในสายตาเขายังมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นอย่าทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางลบของคุณไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน
      
       เป็นคน Friendly มากไปนิด (โห เป็นแบบ 100% เลยย)
      
       ไม่ว่าจะเป็นสังคมเพื่อนๆของเขา หรือครอบครัวที่ใกล้ชิด (โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายคนอื่น) แค่แสดงอาการหัวเราะต่อกระซิกกับพวกผู้ชายเหล่านั้นให้เขาเห็นซักนิด คงเป็นเรื่องไม่เล็กแน่ๆ นอกจากนั้นการทำตัวสนิทสนมกับเพื่อนๆ ของเขามากเกินไป อาจเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้ชายด้วย บางทีเขาอาจต้องการอยู่กับเพื่อนๆ มีปาร์ตี้ชายล้วน แต่ถ้าคุณตามไปรังควาญเขาเสียทุกที่ ทำตัวเป็นผู้ชายแฝงเข้าไปเป็นเพื่อนชายเขาอีกคน งานนี้ชีวิตคู่มีหวังล่มแหง ๆ...
      
       เพ้อฝันถึงความรักตลอดเวลา
      
       สิ่งที่ทำให้ผู้ชายอึดอัด คือการกดดันให้เขาเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ เช่น เขาเป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่เคยเอ่ยปากบอกว่ารักคุณ คุณก็แสดงอาการเป็นจอมมารร้ายให้เขาต้องพูด หรือคอยตามติดเขาแจเพื่อต้องการคำว่ารักและเพราะไม่อยากรู้สึกว่าเขานอกใจคุณ ความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในตัวแฟนหนุ่มมันพร้อมที่จะระเบิดขึ้นตลอดเวลา หากคุณกลัวโดนกับระเบิดก็ควรปล่อยวางให้เขาเป็นอิสระ ให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำบ้าง แล้วช่วงเวลาที่คุณให้เขาอยู่เพียงลำพัง คุณก็จะมีช่วงเวลาดูแลตัวคุณเองให้สวยครบสูตรอีกด้วย
      
       หากคู่รักเพิกเฉยต่อสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ มันอาจกลายเป็นปัญหาบานปลายใหญ่โต ที่แก้ไขยากในภายหลัง ดังนั้นแฟนสาวที่มีเซ้นส์บอกว่าชีวิตคู่ของคุณกำลังจะมีปัญหาเพราะตัวคุณเอง ก็ควรปรับเปลี่ยนตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ นะจ๊ะ...แล้วจะหาว่าไม่เตือน